ในช่วงปลายปี 2024 Hisense ได้เปิดตัวโปรเจกเตอร์ซีรีส์ C2 ซึ่งผสมผสานดีไซน์กิมบอลที่ใช้งานได้จริงเข้ากับประสิทธิภาพระดับไฮเอนด์ สำหรับปี 2026 Hisense ได้เผยโฉมรุ่นสืบทอดอย่างโปรเจกเตอร์ตระกูล C3 ซึ่งประกอบด้วยรุ่น C3 Pro, C3 Ultra และ C3 Ultra MAX
โปรเจกเตอร์ตระกูล C3 ซึ่งจัดแสดงครั้งแรกที่งาน IFA 2026 ได้รับการปรับปรุงจากสูตรสำเร็จของรุ่น C2 โดยรองรับการฉายภาพขนาดสูงสุด 300 นิ้ว มีความสว่างสูงขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดวาง และให้เสียงที่สมจริง ทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในรูปแบบโปรเจกเตอร์ไลฟ์สไตล์ขนาดกะทัดรัดเช่นเดิม
โปรเจกเตอร์ทั้งสามรุ่นในตระกูล C3 มีคุณสมบัติร่วมกันหลายประการ ดังนี้
รูปแบบตัวเครื่อง: โปรเจกเตอร์ตระกูล C3 มาพร้อมดีไซน์แบบกิมบอลที่สามารถหมุนในแนวราบได้ 360 องศา และปรับเอียงในแนวตั้งได้ 135 องศา ช่วยให้ฉายภาพลงบนจอ ผนัง หรือเพดานได้สะดวกยิ่งขึ้น
การฉายภาพ: โปรเจกเตอร์ C3 ทั้งสามรุ่นใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพแบบ DLP เพื่อแสดงความละเอียดระดับ 4K UHD (ผ่านการเลื่อนพิกเซล) ทำงานร่วมกับแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์สามสี RGB ซึ่งระบุอายุการใช้งานไว้มากกว่า 25,000 ชั่วโมง (ขณะที่ตารางสเปกในรายงานเดียวกันระบุ 20,000 ชั่วโมง) ตระกูล C3 สามารถฉายภาพได้ตั้งแต่ขนาด 65 ถึง 300 นิ้ว และรองรับขอบเขตสี BT.2020 ได้ถึง 118% นอกจากนี้ทั้งสามรุ่นยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงสุด 5,000:1 โดยใช้ระบบม่านตาของ Hisense
การรองรับ HDR: โปรเจกเตอร์ทั้งสามรุ่นรองรับ Dolby Vision, HDR10+, HDR10 และ HLG พร้อมด้วย IMAX Enhanced และ Filmmaker Mode นอกจากนี้ตระกูล C3 ทั้งหมดยังรองรับการเล่นภาพ 3D แบบ Active
การรองรับการเล่นเกม: ตระกูล C3 ถูกออกแบบมาให้มากกว่าแค่การรับชมภาพยนตร์และกีฬา โดยมีฟีเจอร์สำหรับเกมมิ่ง ได้แก่ HSR240, VRR, ALLM และรองรับอัตราการรีเฟรชสูงสุด 240Hz โดย Hisense ระบุว่ามีเวลาตอบสนองต่ำสุดถึง 1ms ขึ้นอยู่กับโหมดการทำงาน และมีการรองรับ FreeSync Premium มาให้ในทุกรุ่น
ระบบ Auto Magic AI Adjusting 3.0: ระบบปรับตั้งค่าภาพอัตโนมัติของ Hisense ประกอบด้วยการโฟกัสอัตโนมัติ, การแก้ไขคีย์สโตนอัตโนมัติ, การหลบหลีกสิ่งกีดขวาง, การปรับขนาดให้พอดีกับจอ และการปรับสีตามผนัง ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการปรับตั้งค่าด้วยตนเองเมื่อต้องย้ายตำแหน่งโปรเจกเตอร์
การรองรับระบบเสียง: โปรเจกเตอร์ตระกูล Hisense C3 มาพร้อมระบบเสียง 2.1 แชนเนลในตัว ซึ่งมีซับวูฟเฟอร์ติดตั้งมาให้และให้กำลังขับรวม 56 วัตต์ พร้อมการปรับจูนเสียงโดย Devialet
การรองรับการสตรีมมิ่ง: โปรเจกเตอร์ Hisense C3 ให้การเข้าถึงบริการสตรีมมิ่งผ่านระบบปฏิบัติการ VIDAA OS ของบริษัท โดยมีการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi 7, Bluetooth 5.4, Apple AirPlay 2 และ Miracast
แม้โปรเจกเตอร์ C3 ทั้งสามรุ่นจะมีคุณสมบัติร่วมกันหลายอย่าง แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือความสว่าง ซึ่ง eCoustics ระบุว่าอาจช่วยให้ตัดสินใจได้ว่ารุ่นใดเหมาะกับสภาพแวดล้อมการรับชมของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม รุ่น C3 Ultra MAX ยังมีการอัปเกรดฮาร์ดแวร์และการติดตั้งเพิ่มเติมที่ทำให้แตกต่างจากอีกสองรุ่น
C3 Pro: ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นในตระกูล Hisense C3 โดยมีความสว่างอยู่ที่ 3,000 ANSI lumens มีอัตราส่วนการฉาย (Throw Ratio) ที่ 0.9-1.5 และสามารถปรับเลนส์ (Lens Shift) ได้ ±100% ในแนวตั้ง และ ±35% ในแนวนอน
C3 Ultra: เป็นรุ่นระดับกลางในตระกูล C3 โดยเพิ่มความสว่างเป็น 4,000 ANSI lumens ในขณะที่ยังคงอัตราส่วนการฉาย 0.9-1.5 และการปรับเลนส์ ±100% ในแนวตั้ง และ ±35% ในแนวนอนเช่นเดียวกับรุ่น C3 Pro
C3 Ultra MAX: เป็นรุ่นเรือธงของตระกูล C3 โดยเพิ่มความสว่างเป็น 5,000 ANSI lumens และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบออปติกด้วยอัตราส่วนการฉาย 0.85-1.7 และขยายระยะการปรับเลนส์เป็น ±120% ในแนวตั้ง และ ±47% ในแนวนอน นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว, เซนเซอร์ 3D ToF สำหรับระบบ Auto Magic AI 3.0 และเทคโนโลยี Cinema เพิ่มเติมของ Hisense ที่ออกแบบมาเพื่อลดปัญหา Rainbow Effect และ Laser Speckle
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะ: รุ่น C3 Ultra MAX มีราคา 3,797.97 ดอลลาร์สหรัฐ, C3 Ultra ราคา 2,797.97 ดอลลาร์สหรัฐ และ C3 Pro ราคา 2,297.97 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสามรุ่นเป็นโปรเจกเตอร์เลเซอร์ 4K ที่ใช้แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์สามสี มีอายุการใช้งาน 20,000 ชั่วโมง และใช้ชิปประมวลผลภาพ DLP โดยมีความสว่าง 5000, 4000 และ 3000 ANSI lumens ตามลำดับ ทุกรุ่นมีอัตราส่วนคอนทราสต์ 5000:1 รองรับขอบเขตสีกว้าง, HDR (HDR, HDR10, HDR10+, HLG, Dolby Vision), 3D, ความละเอียด 4K Ultra HD (3840×2160), Filmmaker Mode, IMAX Enhanced และ MEMC
ในส่วนของออปติก รุ่น C3 Ultra MAX มีอัตราส่วนการฉาย 0.86 – 1.71 และซูมออปติก 2 เท่า พร้อมปรับเลนส์ ±120% แนวตั้งและ ±47% แนวนอน ส่วนรุ่น C3 Ultra และ C3 Pro มีอัตราส่วนการฉาย 0.9 – 1.5:1 ซูมออปติก 1.67 เท่า และปรับเลนส์ ±100% แนวตั้งและ ±35% แนวนอน ตารางสเปกระบุการแก้ไขคีย์สโตนแบบ Auto/Manual สำหรับรุ่น C3 Ultra MAX และ C3 Ultra (ช่องของ C3 Pro ไม่ได้ระบุ) ส่วนทั้งสามรุ่นรองรับขนาดจอ 65 ถึง 300 นิ้ว, ระบบป้องกันดวงตาอัตโนมัติ และฟีเจอร์ Auto Magic AI Adjusting 3.0
ด้านการเชื่อมต่อและเสียง ทั้งสามรุ่นมี HDMI 2 ช่อง รองรับ HDMI ARC, CEC, ALLM, USB 2 ช่อง, กำลังขับเสียงรวม 56 วัตต์, DTS Virtual:X, ปรับจูนเสียงโดย Devialet, ช่องต่อสัญญาณเสียงอนาล็อก 3.5 มม. 1 ช่อง, ช่องต่อสัญญาณเสียงดิจิทัล 1 ช่อง และซับวูฟเฟอร์เอาต์พุต 1 ช่อง ทั้งหมดใช้แพลตฟอร์มสมาร์ททีวี VIDAA U9 รองรับแอปสโตร์, บริการสตรีมมิ่ง (Netflix, YouTube, Prime Video, Disney+, FIFA และอื่นๆ), Bluetooth, เครื่องเล่นสื่อ, เกมมิ่ง (Game Mode Pro, Xbox Cloud Gaming, VIDAA Games), Ethernet, Wi-Fi (IEEE 802.11 a/b/g/n/ac-2.4G, 5G), AirPlay 2, VIDAA Voice และรีโมทคอนโทรล
ขนาดตัวเครื่องรุ่น C3 Ultra MAX คือ 256 x 315 x 256 มม. (10.08 x 12.4 x 10.08 นิ้ว) น้ำหนัก 11.7 กก. ส่วนรุ่น C3 Ultra และ C3 Pro มีขนาด 271 x 279 x 245 มม. (10.67 x 10.98 x 9.65 นิ้ว) โดยรุ่น C3 Ultra มีน้ำหนัก 8 กก. และ C3 Pro มีน้ำหนัก 7.8 กก.
โดยสรุป ตระกูล Hisense C3 ต่อยอดจากซีรีส์ C2 ที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ โดยยังคงดีไซน์กิมบอลที่ใช้งานได้จริงและการรองรับการฉายภาพขนาดสูงสุด 300 นิ้ว
eCoustics ระบุว่า สำหรับผู้บริโภค การเลือกระหว่างรุ่น C3 ทั้งสามรุ่นจะขึ้นอยู่กับความต้องการความสว่างและความยืดหยุ่นในการติดตั้งเป็นหลัก ทั้งสามรุ่นน่าจะให้ความสว่างเพียงพอสำหรับสภาพแวดล้อมการรับชมที่หลากหลาย แต่หากผู้ใช้วางแผนจะใช้โปรเจกเตอร์ในห้องที่มีแสงรบกวน ฉายภาพลงบนผนังแทนที่จะเป็นจอเฉพาะ หรือรับชมภาพยนตร์ 3D บ่อยครั้ง ความสว่าง 5,000 ANSI lumens ของรุ่น C3 Ultra MAX อาจสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้การปรับเลนส์ที่กว้างกว่าและช่วงอัตราส่วนการฉายที่ครอบคลุมกว่ายังช่วยให้จัดวางได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
eCoustics ยังกล่าวถึงคู่แข่งในตลาด โดยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์กิมบอลแบบ C3 มี Dangbei MP1 Max เป็นอีกทางเลือกด้วยการหมุนในแนวราบ 360 องศาและปรับเอียงในแนวตั้ง 135 องศา ส่วนผู้ที่ชอบรูปแบบโปรเจกเตอร์แบบดั้งเดิมหรือไวต่อเอฟเฟกต์สีรุ้งของ DLP รุ่น Epson 3LCD Home Cinema LS Series ปี 2026 ก็เป็นทางเลือกที่ใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพแบบ 3-chip 3LCD
eCoustics รายงานว่าโปรเจกเตอร์ตระกูล Hisense C3 ปี 2026 มีจำหน่ายที่ร้าน ProjectorScreen.com ในสหรัฐฯ ในราคาดังนี้ รุ่น C3 Pro ราคา 2,297.97 ดอลลาร์สหรัฐ, รุ่น C3 Ultra ราคา 2,797.97 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่น C3 Ultra MAX ราคา 3,797.97 ดอลลาร์สหรัฐ
มุมมองตลาดไทย: ณ วันที่ 25 กันยายน 2026 ยังไม่พบข้อมูลการวางจำหน่ายหรือราคาในไทยบนเว็บไซต์ Hisense ประเทศไทย โดยหน้าประกาศของ Hisense ประเทศไทย (https://hisense.co.th/blog/detail/97) ระบุเพียงว่า C3 Ultra และ C3 Ultra Max จะเริ่มวางจำหน่ายในตลาดทั่วโลกภายในเดือนกันยายน ส่วน C3 Pro จะตามมาภายหลัง




